STUDENT-LIFE.


เมื่อบุตรหลานของท่านเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย การใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปจากนักเรียนก้าวเข้าสู่นักศึกษา ผู้ปกครองอาจมองว่านักศึกษาคือคนที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว สามารถคิดและตัดสินใจรับผิดชอบเรื่องราวต่างๆ ได้ด้วยตนเอง แต่ในความเป็นจริง..ชีวิตการเป็นนักศึกษาสำหรับเด็กวัยรุ่นที่อายุเพียง 17 - 18 ปี เป็นเรื่องค่อนข้างใหญ่กับการต้องปรับตัวกับระบบการศึกษาใหม่ เพื่อนใหม่  สภาพสังคม และสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไปจากเดิม 
               ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่จะประคับประคองให้บุตรหลานของท่านใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยได้อย่างมีความสุขและประสบผลสำเร็จ นอกเหนือไปจากการดูแลของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในมหาวิทยาลัยแล้ว การดูแลเอาใจใส่ จากผู้ปกครองจึงเป็นสิ่งสำคัญ มหาวิทยาลัยมีข้อแนะนำในเรื่องที่ผู้ปกครองควรต้องใส่ใจดูแลนักศึกษาอย่างเป็นพิเศษ 
 
1. การเลือกหอพัก 
               ทางเลือกแรกคือหอพักของมหาวิทยาลัย หรือที่เรียกกันว่า "หอใน" หอพักของมหาวิทยาลัยมีความปลอดภัย ค่อนข้างสูง เนื่องจากมีการแยกอาคารเป็นหอหญิงและหอชายอย่างชัดเจน มีช่วงเวลาของการเปิดและปิดหอพักอย่างเข้มงวด บุคคลภายนอกที่ไม่ได้รับอนุญาตจะไม่สามารถเข้าไปในหอพักของนักศึกษาได้ มีอาจารย์ที่ปรึกษาประจำหอพัก เจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวก และดูแลความเป็นอยู่ของนักศึกษา  ตลอดจนมีการจัดกิจกรรมพัฒนาตนเองในด้านต่างๆ ให้แก่นักศึกษา
ทางเลือกที่สองคือหอพักที่อยู่ภายนอกมหาวิทยาลัยเป็นหอพักเอกชน ซึ่งมจธ.ได้เชิญหอพักเอกชนหลายๆแห่งมาเข้าร่วมเป็นหอพักเครือข่ายกับมจธ.  เพื่อตรวจสอบและยกระดับคุณภาพของหอพักให้มีมาตรฐาน เป็นไปตาม เกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยได้กำหนดไว้ เพื่อให้นักศึกษาได้รับบริการที่ดี มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และมีคุณภาพชีวิตที่ เหมาะสม ซึ่งแนวทางในการเลือกหอพักที่ดีมีดังต่อไปนี้
               • หอพักที่ดีควรมีระบบคีย์การ์ดสำหรับผู้เช่าห้องเท่านั้นเพื่อป้องกันไม่ให้คนนอกเข้า-ออกได้
               • หอพักที่ดีควรมีกล้องวงจรปิดและมีการบันทึกการเข้าออกของบุคคลที่ไม่ได้พักอาศัยอยู่ในหอพัก 
               • ภายในห้องพักควรตรวจดูที่ประตูหน้าห้องว่ามีตาแมวติดไว้ให้ส่องผู้ที่มาหาหรือไม่ 
               • ประตูด้านหลังระเบียงห้องต้องตรวจสอบว่าลูกบิดประตูล็อคมั่นคงหรือไม่และที่สำคัญควรมีกลอนประตูด้วย
               • สำหรับนักศึกษาหญิง ควรเลือกหอพักที่เป็นหอหญิงล้วน เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดเหตุร้าย
เมื่อตัดสินใจเลือกหอพักแล้วควรหมั่นสังเกตพฤติกรรมของบุคคลที่ร่วมพักอาศัยว่ามีสิ่งผิดปกติใดหรือไม่ เพื่อจะได้ระมัดระวังตัวเอง
 
สุดท้ายในการเลือกอยู่หอพักควรให้บุตรหลานมีเพื่อนสนิท (ควรเป็นเพื่อนสนิทและไว้ใจ ได้จริงๆ) มาเป็นรูมเมทกัน อย่างน้อยเพื่อจะได้มีเพื่อนช่วยกันเป็นหูเป็นตาระมัดระวังความปลอดภัยซึ่งกันและกัน
  
               ในปัจจุบันการอยู่ด้วยกันก่อนแต่งงานในระหว่างศึกษาเล่าเรียนของนักศึกษาชายหญิงสามารถพบเห็นได้ทั่วไป แม้จะเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงก็ตาม พฤติกรรมเหล่านี้เป็นการสร้างค่านิยมใหม่ในกลุ่มเยาวชน คือเห็นว่าเป็น เรื่องที่ยอมรับกันได้ในสังคมเพื่อนๆ โดยไม่ได้คำนึงถึงจารีตประเพณี ศีลธรรม หรือการยอมรับ ของผู้ใหญ่ และเมื่อชายหญิงอยู่ ด้วยกันย่อมเป็นเรื่องยากที่จะไม่มีเพศสัมพันธ์กัน ปัญหาที่ตามมาคือการตั้งครรภ์ การทำแท้งและเรียนไม่จบ ดังนั้นผู้ปกครองควร มีบทบาทในการจัดการกับเรื่องราวเหล่านี้อย่างจริงจัง ไม่ควรมองข้ามหรือ เพิกเฉยต่อปัญหาเพียงคิดว่าเป็นแค่สิทธิส่วนบุคคล ของวัยรุ่น ครอบครัวต้องมีบทบาทชัดเจนในการจัดการ ดูแลและป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าว โดยต้องตรวจตราการพักอาศัย อยู่ในหอพักของบุตรหลานว่าพักอยู่ที่ไหนกับใคร คอยใส่ใจสอบถามความเป็นอยู่อย่างสม่ำเสมอ เพราะเมื่อบุตรหลานมีปัญหา ผู้ปกครองจะได้ให้คำปรึกษาที่ดีได้อย่างทันที รวมทั้งหาเวลามาเยี่ยมเยียนที่หอพักบ้างเป็นครั้งคราว เพื่อจะได้พบและรู้จักเพื่อนร่วมห้องที่บุตรหลานพักอยู่ด้วย(กรณีที่มีเพื่อนร่วมห้อง) หรือผูกมิตรกับผู้มีหน้าที่ดูแลหอพักให้ช่วยสอดส่องดูแลบุตรหลาน แทนผู้ปกครอง ซึ่งในปัจุบันเราสามารถใช้เทคโนโลยีการติดต่อสื่อสารมาเป็นตัวช่วยในการพูดคุยกับบุตรหลานอย่างสม่ำเสมอได้
 
2. ชีวิตการเรียน ระบบการศึกษา และการให้กำลังใจเมื่อเกิดปัญหาด้านการเรียน 
               ชีวิตการเรียนในมหาวิทยาลัยแตกต่างจากชีวิตการเรียนในระดับมัธยมศึกษาทั้งด้านวิชาการและด้านกิจกรรม ทำให้นักศึกษาใหม่ไม่สามารถจัดสรรเวลาในการเรียนและการทำกิจกรรมได้ดีนัก ภาคการศึกษาแรกมีกิจกรรมมากมายส่งผลให้ ผลการเรียนในภาคการศึกษาแรกๆอาจมีปัญหา รวมถึงการไม่สามารถปรับตัวกับระบบการศึกษาใหม่ในมหาวิทยาลัยได้ทัน ผู้ปกครองจึงควรถามไถ่ถึงกิจกรรมในแต่ละวัน ทั้งเรื่องการเรียน การทำกิจกรรมและการทบทวนหนังสือหรือทำการบ้านอย่าง สม่ำเสมอ หากนักศึกษามีปัญหาหรือเกิดความผิดหวังในผลการเรียนหลังจากเรียนได้ระยะหนึ่ง เช่น นักศึกษาบางคนตอนเรียน มัธยมปลายมีผลการเรียนดีมาก แต่เมื่อเรียนในมหาวิทยาลัยผลการเรียนไม่เป็นไปตามที่ตั้งใจไว้ เกิดความรู้สึกสับสนผิดหวัง และเสียใจ ผู้ปกครองต้องเข้าใจในภาวะที่ยังไม่สามารถปรับตัวกับระบบการเรียนในมหาวิทยาลัยของบุตรหลาน รวมทั้งต้อง ปลอบใจและให้กำลังใจแก่บุตรหลานด้วยแนวทางต่างๆ อาทิเช่น
- การพูดคุย โดยเป็นผู้ฟังและและเป็นผู้พูดที่ดี : คือการฟังด้วยอารมณ์ความรู้สึกสงบ ให้ความสนใจ ฟังจนจบ ไม่รีบแสดงความคิดเห็นคัดค้านหรือไม่เห็นด้วย แต่ควรรับฟังและทำความเข้าใจ พูดคุยให้สั้นกระชับเข้าใจง่ายไม่ซับซ้อน ไม่พูดซ้ำซากเพราะน่าเบื่อ และไม่ควรออกคำสั่งบังคับ ว่ากล่าว ตำหนิ โดยเฉพาะต่อหน้าผู้อื่น เพราะจะทำให้เขารู้สึกโกรธและอับอาย แต่ควรพูดให้กำลังใจอย่างแท้จริง ใช้คำพูดที่ทำให้รู้สึกดี จะทำให้เขามั่นใจในตนเอง สิ่งเหล่านั้นคือกำลังใจในการเผชิญปัญหาที่ดี 
               - การกอด การกอดเป็นการสัมผัสที่ดีที่สุดที่จะช่วยเยียวยาความรู้สึกโศกเศร้าหรือความกังวลต่างๆ ให้บรรเทาลง อีกทั้งการกอดจากพ่อแม่หรือผู้ปกครองนั้น เป็นการบอกให้เขารู้อีกวิธีหนึ่งว่าเขายังมีคนที่รักเคียงข้างและพร้อมให้กำลังใจเสมอ
               - การให้เวลา พ่อแม่ผู้ปกครองต้องมีเวลาให้แก่บุตรหลานเมื่อเขาเกิดปัญหาหรือไม่สบายใจ เพราะเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นทั้งเล็กหรือใหญ่คนเราจะต้องการคนเคียงข้างและเป็นกำลังใจ ให้สามารถต่อสู้จนผ่านพ้นปัญหาต่างๆ ไปได้
               - การเขียนการ์ด บางครอบครัวไม่คุ้นเคยกับการพูดจาให้กำลังใจ การกอด หรือการบอกรัก การเขียนการ์ด ด้วยข้อความสั้นๆ บอกแค่ว่าเรารักเขา และพร้อมจะเคียงข้างเขาทุกเวลา พร้อมที่จะเป็นกำลังใจให้เขาเสมอเพื่อเป็นการป้องกันปัญหาต่างๆที่จะเกิดขึ้น พ่อแม่หรือผู้ปกครองควรบอกบุตรหลานแต่เนิ่นๆว่า หากเกิดปัญหาอะไรขึ้น ทั้งเรื่องเรียน เรื่องเพื่อนหรือเรื่องความรัก ขอให้เขาพูดคุยบอกกล่าวกับพ่อแม่หรือผู้ปกครอง อย่าทำอะไรที่เป็นการเพิ่ม ปัญหาหรือไปทำร้ายตัวเอง เพราะในท้ายที่สุดแล้วคนที่รักและอยู่เคียงข้างเขาเสมอก็คือคนในครอบครัวนั่นเอง
 
3. การสนับสนุนด้านกิจกรรมนอกห้องเรียน/ความจำเป็นที่ต้องทำกิจกรรม 
               ชีวิตการเป็นนักศึกษาใหม่ในรั้วมหาวิทยาลัย นอกเหนือไปจากวิชาการที่ต้องเรียนอย่างเข้มข้นแล้ว มหาวิทยาลัยได้จัดเตรียมกิจกรรมนอกห้องเรียนไว้สำหรับนักศึกษาทุกชั้นปี เนื่องจากวัยแห่งการเรียนรู้ไม่ได้ต้องการเพียงแค่ ความรู้ที่จะนำไปใช้ในการประกอบอาชีพเท่านั้น แต่ยังต้องการความรู้ที่จะนำไปใช้ในการอยู่ร่วมกันในสังคมที่เป็นความรู้ ในมุมกว้าง  อันจะเป็นการเพิ่มคุณค่าทางความสัมพันธ์กับผู้อื่นในสังคม
               "แม่ไม่ได้ต้องการให้ลูกได้ปริญญาเพียงอย่างเดียว แต่แม่อยากให้ลูกได้ความรู้ในการที่จะอยู่ร่วมกับสังคมและ คนอื่นๆได้อย่างไรด้วย" นี่คือคำพูดที่ได้รับจากการสัมภาษณ์ผู้ปกครองนักศึกษาใหม่ท่านหนึ่ง ในงานผู้ปกครองเยี่ยมบ้าน มจธ. ในปีการศึกษา 2555 ที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าพ่อแม่ผู้ปกครองเป็นปัจจัยสำคัญของการตัดสินใจของบุตรหลาน ถึงแม้เขาจะมีความ เป็นตัวของตัวเอง แต่การที่จะตัดสินใจเลือกทำอะไรอย่างน้อยต้องมีแรงสนับสนุนจากพ่อแม่หรือคนในครอบครัว ดังนั้น ครอบครัวจึงเป็นแรงเสริมที่สำคัญและมีคุณค่าในการสนับสนุนให้เขาเลือกเดินในเส้นทางที่ถูกต้อง เหมาะสมเพื่อการพัฒนาตัวเอง
               o ทำกิจกรรมแล้วได้อะไร ? /กิจกรรมวัดอะไรได้ ?
               จริงๆ แล้วกิจกรรมนอกห้องเรียนวัดทักษะทางสังคมได้ทุกอย่าง ทั้งความคิดสร้างสรรค์ ความรับผิดชอบ และแสดงให้เห็นถึงความชอบและความสนใจที่แท้จริง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือกิจกรรมทำให้เกิดการเรียนรู้และฝึกฝนความเป็นผู้นำ เพราะผู้ที่มีภาวะความเป็นผู้นำสูงจะสามารถคิดวิเคราะห์และตัดสินใจในเรื่องราวต่างๆได้เป็นอย่างดี และผู้ที่มีทักษะ ความเป็นผู้นำสูงมักจะประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพ และการดำเนินชีวิตด้วยเช่นกัน
 
4. การพนัน ยาเสพติด สุรา เรื่องที่ควรระวัง 
จิตแพทย์กล่าวว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ และการพนันต่างๆ หากเยาวชนได้ทดลองตั้งแต่ชั้นประถม หรือมัธยมศึกษา ก็อาจจะทำให้เขาทดลองยาเสพติดอื่นๆหรือเล่นการพนันชนิดต่างๆได้ง่ายยิ่งขึ้น เมื่อเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษา โดยเริ่มจากความอยากรู้ อยากลอง เยาวชนจะไม่รู้ว่าหากใช้ยาเสพติด หรือเล่นการพนันต่างๆเป็นระยะ เวลาหนึ่งแล้วเขาจะเริ่มติดเพราะความเคยชิน ซึ่งอาจเกิดได้จากทัศนคติที่เปลี่ยนไป โดยมองว่าเป็นเรื่องปกติหรือเป็นแฟชั่น ใครๆ ก็ทำแบบนี้กันในปัจจุบัน
 
พ่อแม่หรือผู้ปกครองซึ่งเป็นผู้ใกล้ชิดกับนักศึกษาต้องรู้จักแนวทางในการแนะนำป้องกันและเฝ้าระวัง อาทิเช่น
               • พ่อแม่ผู้ปกครองต้องตื่นตัวและรู้ทันเกี่ยวกับเรื่องของการพนันและยาเสพติด คอยติดตามข่าวสารความรู้ใหม่ เพราะยาเสพติดและการพนันมักจะแฝงอยู่ตามสถานที่ต่างๆ และใกล้ตัวมากขึ้น เช่น รอบหอพัก เอกชนภายนอกมหาวิทยาลัย เป็นต้น
               • พยายามเข้าใจช่วงชีวิตวัยรุ่นให้มากที่สุด เพราะเป็นวัยที่อยากลอง ต้องการเป็นอิสระเป็นตัวของตัวเอง พ่อแม่ ผู้ปกครองต้องหมั่นสังเกตหรือสอบถามความเป็นอยู่ของบุตรหลานแต่ไม่ควบคุมจนเขามากเกินไป
               • พ่อแม่และผู้ปกครองควรปลูกฝังและสร้างทัศนคติเกี่ยวกับการพนันและยาเสพติดซึ่งเป็นสิ่งให้โทษ หากมีเพื่อนเสพ หรือชักชวนให้เล่นการพนัน ต้องสอนให้เขารู้จักปฏิเสธ และหมั่นพูดคุยสอบถามอย่างสม่ำเสมอ 
               • ควรดูแลอย่างใกล้ชิดแต่ไม่มากเกินไปจนเขารู้สึกว่าโดนควบคุม หากบุตรหลานต้องออกจากบ้านเพื่อไปอยู่หอพัก พ่อแม่ผู้ปกครองควรพูดคุยสอบถามความเป็นอยู่ของบุตรหลานในแต่ละวัน เพื่อที่เขาจะไม่รู้สึกว้าเหว่ที่ต้องอยู่คนเดียว
               • ควรศึกษาเทคนิคการสื่อสารทำความเข้าใจกับบุตรหลาน ควบคู่ไปกับการสอดส่องพฤติกรรมของบุตรหลาน และถ่ายทอดให้เขาเข้าใจในเจตนาที่ดีของพ่อแม่และผู้ปกครอง
 
5.  การทำความรู้จักกับเพื่อนของลูก เพื่อให้สามารถสอบถามและแลกเปลี่ยนข้อมูลได้ 
               พ่อแม่ผู้ปกครองควรทำความรู้จักกับเพื่อนของบุตรหลาน เพื่อนสนิทและกลุ่มเพื่อนที่เรียนด้วยกัน และที่สำคัญมากคือเพื่อนร่วมห้องหรือรูมเมทที่พักอยู่ร่วมกัน ควรขอหมายเลขโทรศัพท์ที่สามารถติดต่อได้ รวมทั้งสอบถามพูดคุย ให้ความห่วงใย ให้ความสนิทสนมไว้วางใจ ตลอดจนพูดคุยสอบถามและแลกเปลี่ยนเรื่องราวต่างๆ
 
6. การป้องกันการฆ่าตัวตาย/ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 
               จากสถิติของกรมสุขภาพจิต ปี 2553 ตัวเลขการฆ่าตัวตายหรือทำร้ายตัวเองของคนไทยอยู่ที่ประมาณ 5.9 คน ต่อประชากร 100,000 คน ขณะที่ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกก็ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย ปีละประมาณ 1 ล้านคน หรือเฉลี่ย1คน ในทุกๆ 40 วินาที โดยในแต่ละปีมีผู้พยายามฆ่าตัวตายสูงถึง 10 - 20 ล้านคน ดังนั้นพ่อแม่ผู้ปกครอง ควรต้องมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องของการฆ่าตัวตายเพื่อจะได้ป้องกันและเฝ้าระวังบุตรหลานของตน
บุคคลผู้อยู่ในภาวะกลุ่มเสี่ยงที่จะคิดฆ่าตัวตายหรือทำร้ายตัวเอง
               -  คนโสด/คนที่ครอบครัวแตกแยก เนื่องจากไม่มี Supporting System เกี่ยวเนื่องกับเรื่องที่ว่า ผู้หญิงมีอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จน้อยกว่าผู้ชาย แต่มีอัตราการพยายามฆ่าตัวตายมากกว่าผู้ชาย อาจเพราะผู้หญิง เป็นเพศที่มักจะเล่าหรือระบายเรื่องไม่สบายใจให้เพื่อนฟัง พอได้เล่าได้ระบายได้ร้องไห้ก็มีเพื่อนปลอบโยน รับฟังและสบายใจขึ้น จึงสามารถสังเกตสัญญาณเตือนการฆ่าตัวตายได้ง่าย ในขณะที่ผู้ชายมักจะไม่ค่อยเล่าเรื่องไม่สบายใจให้ใครฟัง ทำให้ต้องเก็บเรื่องราวต่างๆไว้คนเดียวและสะสมความเครียดไว้จนเข้าสู่ภาวะซึมเศร้า ดื่มเหล้า และเข้าสู่ภาวะการฆ่าตัวตาย จึงเป็นเรื่องยากที่จะสังเกตสัญญาณเตือนเรื่องการฆ่าตัวตายจากผู้ชาย
               -  คนที่มีนิสัยหุนหันพลันแล่น / ใจร้อน  บุคคลพวกนี้จะสังเกตได้ง่ายคือ ทำอะไรใจร้อน ใจเร็ว มีพฤติกรรมหุนหันพลันแล่น อีกประเภทหนึ่งคือคนที่ติดการพนันหรือติดยาเสพติดเพราะเป็นลักษณะของ ผู้ที่ไม่สามารถยับยั้งชั่งใจตนเองได้ หรือผู้ที่มีโรคร้ายแรงจึงรู้สึกว่าไม่มีทางแก้ไขและมองไม่เห็นอนาคต ตามสถิติแล้ว กลุ่มที่ฆ่าตัวตายจำนวนมากคือกลุ่มวัยรุ่นและกลุ่มผู้สูงอายุ สำหรับกลุ่มวัยรุ่นมักจะเกิดจากความหุนหันพลันแล่น เช่น อาจเป็นคนไม่มีปัญหาอะไร เรียนดี สนุกสนานเฮฮากับกลุ่มเพื่อน แต่เมื่อเจอปัญหาของตนเองก็สามารถ ตัดสินใจฆ่าตัวตายได้ทันที สาเหตุสำคัญคืออารมณ์ของวัยรุ่นอารมณ์หุนหันพลันแล่น
               "การพยายามฆ่าตัวตาย / จะฆ่าตัวตาย / ไม่อยากอยู่แล้ว" ทั้งหมดนี่คือสัญญาณขอความช่วยเหลือ ไม่ใช่แค่การเรียกร้องความสนใจ พ่อแม่ผู้ปกครองต้องเปลี่ยนทัศนคติตัวเอง อย่ามองว่าการฆ่าตัวตายเป็นการ เรียกร้องความสนใจ Call for attention แต่มันคือ Call for help เขาพยายามร้องขอความช่วยเหลือ ช่วยฉันด้วย ฉันมาถึงที่สุดแล้ว หาทางแก้ไขไม่ได้แล้ว ฉันเลยอยากฆ่าตัวตาย นี่คือสิ่งแรกคือต้องเปลี่ยนทัศนคติ
               อันดับสอง ต้องทำความเข้าใจและต้องบอกต่อไปให้ทราบทั่วกันว่าการฆ่าตัวตายสามารถป้องกันได้ โดยทุกคนต้องช่วยกันสังเกตว่ามีสัญญาณอันตรายหรือไม่ หรือถ้าเขามีคำพูดแปลกๆ เช่น อยากจะไปไหนไกลๆ อยากไปอยู่กับใครสักคนที่เสียชีวิตไปแล้ว หรือ ไม่รู้จะเกิดมาทำไม เมื่อไรจะตายๆซะที  หากได้ยินแบบนี้พ่อแม่ผู้ปกครอง และคนใกล้ตัวต้องหูไว แล้วตั้งคำถามได้เลยว่า ทำไมถึงพูดอย่างนั้น ตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น มีอะไรให้ช่วยเหลือหรือไม่ แสดงให้เขาได้รับรู้ว่าครอบครัวก็เจ็บปวดไปกับเขาด้วย เช่น การที่แม่ได้เห็นลูกฆ่าตัวตาย มันก็ทำให้แม่เจ็บปวดไปด้วย มีอะไรที่แม่จะช่วยได้บ้าง แทนที่จะต่อว่า ทำไมเธอโง่อย่างนี้ เรื่องแค่นี้ถึงกับต้องตายเลยหรอ ไม่รักพ่อรักแม่แล้วหรอ คำพูดแบบนี้นอกจากไม่ช่วยแล้วยังเป็นการซ้ำเติมอีกด้วย ให้ตระหนักว่าคนที่เคยมีความพยายามในการฆ่าตัวตาย ความเสี่ยงในการพยายามสำหรับครั้งต่อไปยังคงมีอยู่ พ่อแม่ผู้ปกครองควรนำบุตรหลานไปพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา เพื่อประเมินภาวะความเสี่ยงว่ายังคงมีอยู่หรือไม่
               o ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 
               พ่อแม่ผู้ปกครองต้องพูดคุยให้บุตรหลานตระหนักถึงภาวะเสี่ยงของสังคมในปัจจุบัน อันตรายจาก ภัยสังคมต่างๆ โจรขโมย หรือผู้ไม่ประสงค์ดีทั้งต่อร่างกายและทรัพย์สิน การเดินทางคนเดียวตอนกลางคืน หรือในที่เปลี่ยวเป็น เรื่องที่ต้องระวัง โดยเฉพาะสำหรับนักศึกษาหญิงไม่ควรเดินทางคนเดียวควรมีเพื่อนสนิทที่ไว้วางใจได้ เดินทางไปด้วย  สำหรับทรัพย์สินมีค่าต่างๆ ควรต้องเก็บไว้ให้มิดชิดเรียบร้อยเพราะอาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดเหตุร้าย ต่อร่างกายและทรัพย์สินได้ 

หมายเลขโทรศัพท์ที่ผู้ปกครองสามารถติดต่อกับมหาวิทยาลัยได้
- กองกิจการนักศึกษา/ประกันอุบัติเหตุ
http://web.kmutt.ac.th/saffairs/services/ โทร.0-2470-8110
- งานกิจกรรมนักศึกษา
http://www.studentaffairs.kmutt.ac.th/activity/ โทร.0-2470-8101,8095, 8115
- งานวินัยและพัฒนานักศึกษา
โทร.0-2470-8111       
- งานกีฬา
โทร.0-2470-8092,7017(บางขุนเทียน)
- งานทุนการศึกษา
http://www.kmutt.ac.th/financialaid/node/scholarship
โทร.0-2470-8097-9, 8107
- บริการวิชาทหาร/ผ่อนผันทหาร
โทร.0-2470-8092
- งานแนะแนวการศึกษาและอาชีพ
http://www.kmutt.ac.th/guidance/main/
โทร.0-2470-8114
- งานศิษย์เก่าสัมพันธ์
http://web.kmutt.ac.th/alumni/
โทร.0-2470-8094
- ศูนย์แนะแนวอาชีพ
โทร.0-2470-8099
- ศูนย์บริการให้คำปรึกษาและจิตวิทยา
โทร. 0-2470-8105
 
ที่มา : Freshykmuttpage